วิตามินเอมีประโยชน์อย่างไร

วิตามินเอ ( Vitamin A )หมายถึงวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน มีส่วนประกอบสำคัญของคอร์เนีย จัดให้อยู่ในหมวดของวิตามิน ส่งผลต่อการเติบโต การผลิตกระดูก รวมทั้งระบบแพร่พันธุ์ รวมทั้งปกป้องการได้รับเชื้อระบบทางเดินอาหาร ถูกศึกษาและทำการค้นพบโดย ดร. อี.วี. แมคคอลลัม (E.V. McCollum) นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐฯ ซึ่งเป็นวิตามินซึ่งสามารถละลายได้ในไขมันจะต้องใช้ไขมันและก็ธาตุมาช่วยสำหรับการซับไปสู่ร่างกายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อสภาพร่างกายประเภทหนึ่ง ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นมาเองได้ ธรรมดาร่างกายของมนุษย์จะมีการสะสมวิตามินเอไว้จากของกินต่างๆที่ทานเข้าไป เมื่อมีความสำคัญจำเป็นต้องใช้ ก็เลยจะดึงออกมาใช้งาน

jumbo jili
วิตามินเอสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 จำพวกดังต่อไปนี้

  1. วิตามินเอแบบสำเร็จรูป ซึ่งอยู่ในรูปเรตินอล ( Retinol ) จะเจอได้ในของกินที่มาจากเนื้อสัตว์เป็นต้นว่า ตับ ไข่แดง นมน้ำมันตับปลา ฯลฯ
  2. โปรวิตามินเอหรือแคโรทีนจะอยู่ในลักษณะของ สารเบต้าแคโรทีน ( Beta-Carotene ) เป็นสารขึ้นต้นของวิตามินเอ เมื่อไปสู่รางกายก็เลยกระทำการเปลี่ยนแปลงสารประเภทนี้ให้เป็นวิตามินเอ ที่สามารถเจอได้ในผักสีต่างๆตัวอย่างเช่น แครอท ผักโขมบร็อคโคลี่ฟักทอง ฯลฯ
    คุณลักษณะของวิตามินเอ
    วิตามินเอ มีคุณสมบัติเฉพาะตัวเป็น เป็นวิตามินที่ไม่ละลายในน้ำ แม้กระนั้นจะละลายเฉพาะในไขมันแค่นั้นสามารถทดความร้อนก้าวหน้าในระดับหนึ่ง แต่ว่าจะต้องไม่ร้อนหรือมีอุณหภูมิที่สูงมากเกินไป รวมทั้งยังทนต่อความเป็นกรดรวมทั้งด่างอีกด้วยเพราะฉะนั้นการรักษาสินค้าที่มีส่วนประกอบของวิตามินเอ ชอบนิยมเก็บใส่ขวดสีน้ำตาลแล้วก็ใส่สารต้านทานปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ( Antioxidant ) เป็นต้นว่า วิตามินอีเอาไว้ด้วย เพื่อสูญเสียค่าทางของกินให้ต่ำที่สุด
    วิตามินเอดูดซับไปสู่ร่างกายได้เช่นไร?
    เมื่อพวกเรากินอาหารที่มีวิตามินเอเข้าไป ระบบกลไกของร่างกายจะเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนการย่อยของกิน ต่อจากนั้น จะเริ่มดูดซับวิตามินเอไปสู่ร่างกาย จากในรอบๆลำไส้เล็กซึ่งในรอบๆนี้น้ำย่อยที่ใช้กระจายตัวไขมัน ( Fat Splitting Enzyme) แล้วก็เกลือน้ำดีจะแปลงแคโรทีนไปอยู่ไปในรูปของวิตามินเอ โดยมีตัวช่วยอย่าง ไทรอกสิน ( Thyroxine ) ซึ่งเป็นกรดอะมิโน ที่ผลิตจากต่อมไทรอยด์ แล้วก็ถูกส่งไปสู่กระแสโลหิตเพื่อนำไปใช้งานในร่างกายถัดไป การดูดซึมของวิตามินเอจะดีเลิศน้อยแค่ไหนขึ้นกับต้นสายปลายเหตุอย่างกรดไขมันจากของกินที่ทานเข้าไป แม้มีจำนวนมากการดูดซึมจะดีตามไปด้วย
    วิตามินเอ กว่าจำนวนร้อยละ 95 ภายในร่างกาย จะถูกไปเก็บสะสมไว้ที่ตับ ในเซลล์ไขมันที่เรียกว่า ไลโปซัยท์ ( Lypocyte ) ก็เลยพบว่าราวๆร้อนละ 90 ของวิตามินเอที่สะสมเอาไว้ในตับ การเปลี่ยนที่วิตามินเอจะถูก ไฮโดรไลท์ ( Hydrolyse ) จากเรตินิล เอสเตอร์ ( Retinyl Esters ) ให้แปลงมาเป็นเรตินอลอิสระ ( Free Retinol ) และก็รวมกับโปรตีนเป็นเรตินอลไบน์ดิ้งโปรตีน ( Retinol Blinding Protein ) เรียกย่อๆว่า อาร์ บี พี ( RBP )สล็อต
    RBP นี้จะถูกสังเคราะห์จากตับ รวมทั้งส่งต่อไปสู่กระแสโลหิต เป็นเรตินอลอาร์บีพีคอมเพล็กซ์ ( Retinol RBP Complex ) ในสภาวะที่ร่างกายจะใช้วิตามินเอ ปกติแล้วระดับวิตามินเอในเลือดจะถูกควบคุมโดยมีกลไก ควบคุมภาวการณ์สมดุล ระหว่างการสังเคราะห์ RBP การปลดปล่อยแล้วก็การเสื่อมสภาพของวิตามิน ในเรื่องที่เรตินอลมิได้เก็บสะสมในตับ จะถูกถ่ายทางไตออกมากับฉี่และก็อุจจาระ ราวๆหนึ่งอาทิตย์ ภายหลังได้รับวิตามินเอเข้าไปแล้ว ร่างกายของแต่ละคนมีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับการเก็บวิตามินเอนานับประการ ซึ่งจากการเรียนรู้พบว่าการที่ร่างกายจะมีจำนวนของวิตามินเอเป็นศูนย์เลยนั้น ร่างกายจำเป็นต้องขาดการบริโภคของกินที่มีวิตามินเอ นานถึง 10 -12 เดือนอย่างยิ่งจริงๆประโยชน์ที่ได้รับมาจากวิตามินเอ
    วิตามินเอ เป็นประโยชน์เยอะแยะหลากข้อ ที่สามารถแบ่งตามเนื้อหาได้ดังต่อไปนี้
  3. ช่วยบำรุงรักษาระบบทางสายตารวมทั้งการมองมองเห็นให้ดียิ่งขึ้นวิตามินเอ เป็นตัวช่วยอย่างยอดเยี่ยมที่ช่วยบำรุงรักษาระบบสายตา ทำให้การมองเห็นดีเห็นงามขึ้น โดยเฉพาะในรอบๆที่มืด หรือที่ที่มีแสงสลัวๆ โดยวิตามินเอจะเข้าไปควบคุมหลักการทำงานของร็อดเซลล์ และก็โคนเซลล์ ในเรติน่า ( Retina ) ที่ดวงตาโดยที่ เรติน่าของตามีตัวเซลล์ที่ปฏิบัติภารกิจรับแสงสว่าง ( Light Receptors ) อยู่ 2 จำพวกร่วมกันเป็น
    ร็อดเซลล์ ( Rod Cells ) ใช้ในลัษณะของการแลเห็นในเวลาช่วงกลางคืน หรือในที่ที่มีแสงไฟน้อยแสงสลัวๆ
    โคนเซลล์ ( Cone Cells ) ใช้สำหรับแยกสีสำหรับการเห็น
  4. ช่วยทำนุบำรุงเซลล์ประเภทบุผิว ( Epithelial Cells ) ของอวัยวะต่างๆในร่างกายให้เปียกชื้นอยู่เสมอเวลา เป็นต้นว่า เยื่อบุตาขาว เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุฟุตบาทหายใจ เยื่อบุทางเดินอาหาร ฯลฯ โดยวิตามินเอจะไปเป็นตัวทำให้มีการเกิดการสังเคราะห์สารประกอบพวก Acid Mucopolysacchaial Tract และก็ไกลวัวโปรตีน ในเซลล์จำพวกบุผิวแล้วจะหลั่งสารประกอบนี้ ออกมา เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงเซลล์ กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความชื้นอยู่เสมอเวลานั้นเอง
  5. ช่วยสำหรับการเจริญวัยแล้วก็ความเจริญของกระดูกรวมทั้งฟัน วิตามินเอมีหน้าที่สำคัญที่ช่วยทำให้การเติบโตของฟันและก็กระดูกดำเนินงานเจริญสมบรูณ์มากขึ้น เนื่องจากแม้ร่างกายขาดวิตามินเอแล้ว จะทำให้ กระดูกปราศจากความแข็งแรง บางทีอาจแตกแล้วก็หักได้ง่าย บางทีอาจจำทำให้กระดูกเหยเกไปจากโครงเรื่องเดิม ซึ่งบางทีอาจเป็นโทษต่อสภาพร่างกายได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นถ้ากำเนิดกับกระดูกรอบๆกะโหลกศีรษะและก็ไขสันหลังก็บางครั้งก็อาจจะไปมีการกดทับเส้นประสาทรวมทั้งไขสันหลังได้ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพาตและก็หูหนวก รวมทั้งในส่วนของฟันคนที่ขาดวิตามินเอ จะมีผลให้ฟันผุง่ายดายเสียยิ่งกว่าธรรมดา เหตุเพราะมีลักษณะอาการหลุดลอกของสารเคลือบฟัน เหลือแค่เนื้อฟันแค่นั้น
  6. ช่วยทำให้ระบบแพร่พันธุ์ปฏิบัติงานได้ดิบได้ดีเพิ่มขึ้นการได้รับจำนวนของวิตามินเอในจำนวนที่สมควร จะช่วยทำให้มีการสร้างน้ำอสุจิที่ดียิ่งขึ้นในผู้ชาย ส่วนในเพศหญิที่ตั้งท้อง วิตามินเอจะไปช่วยคุ้มครองป้องกันการแท้งลูกได้ และก็ยังช่วยเพิ่มฮอร์โมน Estrogen ภายในร่างกายอีกด้วยสล็อตออนไลน์
  7. ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) เนื่องจากว่าในวิตามินเอ ประกอบไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนซึ่งปฏิบัติภารกิจเป็นสารต่อต้านออกซิเดชั่น ( Antioxidant ) ซึ่งรอกำจัดอนุมูลอิสระ ( Free Radicals ) ก่อนจะไปทำปฏิกิริยาทำลายองค์ประกอบต่างๆของเซลล์กระทั่งทำให้เปลี่ยนเป็นเซลล์ของโรคมะเร็ง ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งในโพรงปาก โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งกระเพาะฯลฯนอกเหนือจากนั้นยังช่วยคุ้มครองไม่ให้กำเนิดอาการเส้นเลือดแดงแข็งที่จะเป็นภาวการณ์ทำให้เกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย
  8. ช่วยสร้างสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย วิตามินเอช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทานภายในร่างกายให้ปฏิบัติงานก้าวหน้ามีคุณภาพมากมายชึ้น แล้วก็ยังช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรงสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายที่จะเข้ามาสู่ร่างกายอีกด้วย
    วิตามินเอสามารถหาได้จากที่ไหนบ้าง?
    ร่างกายมนุษย์พวกเราไม่สามารถที่จะผลิตวิตามินเอ ขึ้นมาใช้งานเองได้ แต่ว่าพวกเราสามารถเจอวิตามินเอได้ในของกินที่พวกเราทานเข้าไปในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว โดยของกินที่มากและก็อุดมไปด้วยวิตามินเอ มีดังถัดไป
  9. ของกินที่มีวิตามินเอสำเร็จรูป ( Retinol )หมายถึงของกินที่มีวิตามินเอ รวมทั้งร่างกายสามารถซึมซับเอาไปใช้ได้ในทันทีเมื่อผ่านขั้นตอนการเผาผลาญในร่างกาย 0ดังเช่น นม ไข่แดง ตับ เนื้อสัตว์ น้ำมันตับปลา ฯลฯ
  10. ของกินที่มีโปรวิตามินเอหรือแคโรทีนเป็นของกินที่ทานเข้าไปแล้วจะถูกกลไกภายในร่างกายเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอก่อนที่จะใช้ประโยชน์งาน ดังเช่น
    ผักต่างๆมักพบในพืชใบเขียวเข้ม อาทิเช่น แครอท ตำลึง คะน้า ผักโขม ยอดชะอม ยอดกระถิ่น ถั่วค้าง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ฯลฯ
    ผลไม้ต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้สีเหลือง ดังเช่นว่า แตงโม มะละกอ แคนตาลูป ฟักทอง มะม่วงสุก กล้วยหอม ฯลฯ
    จำนวนที่สมควรของวิตามินเอที่ร่างกายควรจะได้รับjumboslot
    ผู้ชาย จำนวนวิตามิน เอ ที่สมควร พอๆกับ 5,000 I.U. ต่อวัน
    ผู้หญิง จำนวนวิตามิน เอ ที่สมควร พอๆกับ 4,000 I.U. ต่อวัน
    คนที่กำลังมีครรภ์ จำนวนวิตามิน เอ ที่สมควร พอๆกับ 5,000 I.U. ต่อวัน
    ผลพวงถ้าหากได้รับวิตามินเอน้อยเกินความจำเป็น
    ถ้าหากร่างกายได้รับจำนวนของวิตามินเอที่ไม่พอ จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพร่างกายดังนี้ถ้าหากร่างกายได้รับจำนวนของวิตามินเอที่ไม่พอ จะทำให้เกิดผลเสียต่อสภาพร่างกายดังนี้
  11. ปัญหาโรคที่เกี่ยวกับระบบสายตา การขาดวิตามินเอจะทำให้เกิดผลเสียกับระบบการมองมองเห็นโดยตรง ดังเช่นว่า การป่วยเป็นโรคตาบอดเวลากลางคืนแม้กระนั้นถ้าเกิดปล่อยทิ้งเอาไว้ไม่ยินยอมรักษา รวมทั้งร่างกายยังคงขาดวิตามินเอ้อยู่ ก็จะทำให้มีการเปลี่ยนของเยื่อบุดวงตาจนถึงก่อเกิดอาการทางตาที่เรียกว่า Xeropthalmia ซึ่งก็คือความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอยู่กับดวงตาทั้งสิ้น ( Ocular Manifestation )
    วิตามินเอกับโรคตาบอดยามค่ำคืน ( Night Blindness or Nyctalopia ) คือ สภาวะการที่ดวงตาเห็นที่กำกวม ในรอบๆที่มีแสงสลัว เป็นต้นว่า ในโรงหนัง หรือ การมองมองเห็นในเวลาค่ำคืนที่ทำเป็นไม่ดี เมื่อมีวิตามินเอภายในร่างกายต่ำลง จะมีผลให้เส้นประสาทรับภาพช่วงกลางคืนเสื่อมลง ต้นสายปลายเหตุที่เป็นแบบนี้ เพราะ ร็อดเซลล์ ไม่อาจจะสร้าง Rhodopsin ซึ่งจำเป็นต้องต่อการมองมองเห็นในที่มืดได้ทันแล้วก็อย่างสมบูรณ์ ทำให้การปรับตัวทางสายตาในที่มืดกำเนิดความแตกต่างจากปกติ โรคนี้ถ้าเป็นแล้วปลดปล่อยไว้มิได้รับการดูแลรักษาที่ถูก จะมีลักษณะอาการของโรคที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยตามความร้ายแรงสำหรับในการขาดโปรตีนรวมทั้งพลังงาน และก็สังกะสี เพราะเหตุว่าสารอาหารโปรตีนแล้วก็พลังงานจำเป็นจะต้องต่อการผลิต Pigment Epithelial Cells รวมทั้งการขาดสังกะสีทำให้จำนวน อ็อปสิน ( Opsin ) ที่มีอยู่ในตาลดลง โดยจะส่งผลเสียเกิดขึ้นทางตา ซึ่งหลักเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกใช้แบ่งระดับอาการทางตา มีดังนี้
    1.1. ขาดวิตามินเอระดับ X1A จะมีลักษณะอาการทางตาที่ปรากฏเป็น เยื่อบุดวงตาแห้ง ( Conjunctivalxerosis ) ทั้งยังรอบๆตาขาวและก็ดวงตาข้างนอก ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงรอบๆดวงตา ในดวงตาจะมีลักษณะขุ่นกระจ่างแจ้ง
    1.2. ขาดวิตามินเอระดับ X1B จะมีลักษณะทางตาที่ปรากฏเป็นเยื่อบุตาขาวมีลักษณะเป็นเกล็ด ย่นย่อ ผิวมัน และก็บางครั้งบางคราวมีฟองเกิดขึ้นหลายชิ้นเกาะรอบๆบนเยื่อดวงตา ( Bitot’s Spots with Conjunctivalxerosis ) มีลักษณะเหมือนสามเหลี่ยมเล็กๆนูนขึ้นมาslot
    1.3. ขาดวิตามินเอระดับ X2 จะมีลักษณะตาแห้ง หรือมีเม็ดเล็กๆเหมือนเม็ดก้อนกรวดขึ้นบนผิวกระจกตา ( Corneal Xerosis ) เยื่อบุตาดำปราศจากความใส ความรู้ความเข้าใจของเยื่อบุตาที่จะให้แสงสว่างทะลุผ่านสูญเสียไปเยื่อบุตาดำครึ้มตัวขึ้นแล้วก็จะมีเส้นโลหิตขึ้นมากไม่น้อยเลยทีเดียวอาการเวลานี้ควรจะรีบรักษาก่อนจะกำเนิดความร้ายแรงกับดวงตา
    1.4. ขาดวิตามินเอระดับ X3A จะมีลักษณะอาการทางตาหมายถึงรอบๆกระจกตาจะมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำเป็นจุดเล็กๆและก็ลึกลงไปถึงเนื้อกระจกตา ส่งผลให้เกิดแผลที่กระจกตา ตาดำมีสีขุ่นขาว ครอบคลุมผิวกว่า 1 ใน 3 ของรอบๆกระจกตา ( Corneal Erosion )
    1.5. ขาดวิตามินเอระดับ X3B อาการที่เจอเป็นกระจกตามากยิ่งกว่า 1 ใน 3 มีแผลเกิดขึ้น แผลลึกลงไปด้านในดวงตาทำให้มีสภาวะกระจกตาทะลุกระจกตามีภาวะอ่อนเหลว ( Kelatomalacia ) กระจกตาดำมีสีเหลืองเทาและก็ขุ่น รวมทั้งท้ายที่สุดจะกำเนิดอาการตาบอดได้
    1.6. ขาดวิตามินเอระดับ XN ดวงตาจะมีการแลเห็นที่ห่วยในรอบๆแสงสลัว รวมทั้งไม่เห็นสิ่งใดๆเลยในช่วงกลางคืน ( Night Blindness )
    1.7. ขาดวิตามินเอระดับ XF มีการเปลี่ยนที่รอบๆ เรติน่า ( Xeropthalmia Fundus ) เกิดขึ้นโดยจะมีจุดสีขาวเล็กๆขึ้นที่เรติน่า
    1.8. ขาดวิตามินเอระดับ XS จะมีลักษณะเป็นแผลที่รอบๆกระจกตา ( Corneal Scars )